Twitter in Time.

posted on 10 Jun 2009 15:15 by champcpe in it-related

 


 

1.
เมื่อสองปีที่แล้ว ผมได้รู้จักกับทวิตเตอร์ตอนที่เพิ่งเปิดใหม่ๆครับ
ที่บังเอิญไปรู้จักได้เพราะว่าบล็อกของเว็บดีไซเนอร์ที่ติดตามอ่านอยู่เค้าเขียนถึงพอดี
เลยลองไปสมัครดูด้วยความกระหายใคร่รู้ว่านี่คืออะไร ทำไมคนดูตื่นเต้นกันจัง

ช่วงแรกๆ ที่เล่น.. ไม่สนุกเลยหละครับ...
ตอนนั้นผมไม่เข้าใจเลยว่าเราจะพิมพ์ตัวอักษร 140 ตัวให้โลกรู้ไปทำไมว่าวันนี้เราทานอะไรเป็นอาหารเช้า
เราดูหนังเรื่องนี้เรื่องนั้นอยู่ หรือจะบอกใครไปทำไมว่าเรากำลังปั่นจักรยานไปเซเว่นเพื่อซื้อชีสไบท์
แถมช่วงนั้นยังไม่ีีมีคนรู้จักเล่นด้วย เหมือนตะโกนในโอ่งที่ไม่มีใครฟัง
เมื่อรู้สึกว่าไม่หนุก ผมเลยเลิกราห่างหายไปจากทวิตเตอร์ไปนาน
จนกระทั่งเร็วๆ นี้ ที่มีคนเล่นมากขึ้น คึกคักขึ้น
จำนวนคนรู้จักที่อยู่ในวงทวีตแตะมวลอะตอมที่มีนัยสำคัญ
ผมเลยกลับมาอัพเดทวันละสองสามสี่ห้าหกทวีตอีกครั้ง (หรือมากกว่านั้น, ในบางวันที่เหงา)

2.
ทวิตเตอร์เพิ่งได้ลงปก Time ฉบับล่าสุดครับ
ซึ่งเป็นก้าวย่างที่สำคัญของโซเชียลเน็ตเิวิร์ก 'ยักษ์เล็ก' ตัวนี้มาก
ที่เรียกว่ายักษ์เล็ก เพราะว่าเทียบกับเว็บเบิ้มๆ อย่างกูเกิ้ล เฟซบุ๊ก มายสเปซ แล้ว ทวิตเตอร์ยังมีจำนวนคนใช้ห่างกันหลายขุม
แต่ถึงจำนวนคนใช้จะยังดูเหมือนน้อยอยู่
จากรายงานล่าสุด เมื่อปีที่แล้ว ทวิตเตอร์ก็มีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้เข้าชมในหลักเปอร์เซ็นต์ที่น่าตกใจ
คือมีการเติบโตของจำนวนผู้เข้าชมมากถึง 1300%
ในขณะที่กูเกิ้ลมีอัตราผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น 9%
facebook 217%, amazon 7% ตามลำดับ
ซ้ำร้าย ผู้เข้าชม myspace, เว็บไซต์ที่ทุกคนต้องพูดถึงเมื่อสองสามปีก่อน,
กลับมีอัตราผู้เข้าชมตกลงถึง 7% ในช่วงปีเดียวกัน

เท่านี้คงจะบอกได้เลาๆ แล้วว่าทวิตเตอร์อยู่ใน 'ขาขึ้น' ขนาดไหน

3.
นอกจากทวิตเตอร์จะโดดเด่นด้านปริมาณของคนใช้แล้ว
ที่สำคัญ ทวิตเตอร์ยังโดดเด่นเรื่องคุณภาพของคนใช้ด้วย
คนสำคัญๆ ที่เป็นผู้นำกระแสทางความคิด ได้หันมาใช้ทวิตเตอร์กันมากมาย
หลังจากค้นพบประโยชน์ของมันว่าทำให้พวกเขาติดต่อกับ 'แฟนๆ' ได้ใกล้ชิดขึ้น
และในทางกลับกัน ทำให้แฟนๆ รู้สึกว่าได้สื่อสารกับพวกเขาอย่าง intimate มากขึ้น
ตัวอย่างคนสำคัญๆ คนดังๆ ที่ใช้ทวิตเตอร์ก็อย่างเช่น

แอชตัน คุชเชอร์ ดาราที่มีคนติดตามในทวิตเตอร์มากที่สุด คือมากกว่าล้านคนแล้ว
(ที่ผ่านมามีกรณีที่แอชตันท้า CNN แข่งด้วยว่า "ใครจะมีคนติดตามถึงล้านก่อนกัน" และผลก็คือ แอชตันถึงเส้นชัยก่อน CNN ไปไม่นาน)

โอปราห์ วินฟรีย์
จอห์น เมเยอร์
เจสัน มราซ
ซาราห์ เพลิน
เอลเลน ดีเจเนเรส
มาธ่าร์ สจ๊วร์ต
บารัค โอบาม่า
ฯลฯ

ซึ่งแน่นอนว่าคนสำคัญบางคนก็ไม่ได้อัพเดททวิตเตอร์เองหรอก
(อย่างเจสัน มราซ ก็ให้ผู้ช่วยส่วนตัวอัพเดทให้แทน)
แต่บางคนก็อัพเดทเองจริงๆ อย่างโอปราห์ เจ้าแม่สื่อสหรัฐก็เคยอัพเดทในทวิตเตอร์ของเธอว่า
"มีใครรู้วิธีรักษาเห็บหมาบ้างมั้ย เพราะหมาของชั้นตอนนี้เห็บเต็มเลย ใช้ยาอะไรก็รักษาไม่หาย"
ซึ่งเธอคงได้คำตอบจากผู้ติดตามของเธอไปหลายพันคำตอบอยู่
นี่ข้อยืนยันเป็นประโยชน์ของทวิตเตอร์อย่างที่เขียนไปก่อนหน้าแล้วว่า
ทวิตเตอร์ทำให้คนทั่วไปรู้สึกใกล้ชิดกับเซเล็บมากขึ้น
และถึงโอปราห์จะได้อ่านคำตอบเกี่ยวกับเห็บหมาของคุณหรือไม่ก็ตาม
แต่วันต่อมา คุณก็น่าจะรู้ึสึกดีใช่มั้ย ถ้าสมมติได้ไปคุยกับเพื่อนในออฟฟิศว่า
"เนี่ย เมื่อวานชั้นอธิบายให้โอปราห์ฟังว่า วิธีรักษาเห็บหมาง่ายๆ คือ..."

อู้ย! ดูไฮโซชมัดหละครับ! เหมือนได้จิบอาฟเตอร์นูนทีกับโอปราห์เลยทีเดียวเีชียว!

4.
กรณีศึกษาที่บทความเรื่องทวิตเตอร์ในไทมส์ยกมา ที่ผมประทับใจก็คือ
ผู้เขียนบทความ (ชื่อคุณสตีเฟ่น จอห์นสัน) เคยไปเข้าร่วมสัมมนางานหนึ่ง ชื่องาน Hack Edu

ถ้าเป็นยุค pre-tweet ผู้ร่วมสัมมนาแต่ละคนพอประชุมเสร็จ กลับบ้าน คงบล็อกเกี่ยวกับเรื่องงานสัมมนานี้
ว่ามีความประทับใจอะไรบ้าง สรุปสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้างฯลฯ
แต่นี่เป็นยุคทวิตเตอร์แล้ว ผู้จัดงานก็รู้ว่าผู้ร่วมสัมมนาแต่ละคนคงจะทวีตสดๆ เป็นแน่
เลยขอว่า ถ้าจะทวีต ช่วยใช้ hashtag ว่า #hackedu ด้วย
เพื่อที่ว่าจะได้ตามเข้าไปอ่านง่ายๆ
และที่ำพิเศษคือระหว่างที่สัมมนาอยู่ หน้าจอด้านหลังวิทยากรก็จะแสดงข้อความจาก tag #hackedu
ที่ผู้ร่วมสัมมนาแต่ละคนทวีตกันสดๆ ตอนนั้น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันสดๆ ตอนนั้นมาขึ้นด้วย
ในช่วงแรกๆ ทวีตใน #hackedu ก็เป็นทวีตจากภายในห้องแหละครับ
คือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเฉพาะภายในงาน
แต่สักพัก ก็เริ่มมีคนจากภายนอกที่สนใจงานนี้เข้ามาร่วมวงทวีตด้วย
บางคนก็บ่นว่าทำไมตัวเองไม่ได้บัตรรับเชิญบ้าง
บางคนก็ตั้งคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องที่สัมมนา
และในตอนท้ายๆ ของงานสัมมนา วิทยากรก็ดึงคำถามที่เจ๋งๆ จากหน้าจอลงมาอภิปรายกันตรงนั้นเลย

ผมว่านี่เป็นการนำทวิตเตอร์ไปใช้อย่างสร้างสรรค์ชมัด
คือใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ทุกหน่วยฝ่ายทั้งจุลภาคและมหภาค (เวอร์)

5.
เืมื่อก่อนสมมติว่าเราจะหาความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นสดๆ
เช่นความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิปดี
หรือแม้แต่ความคิดเห็นเกี่ยวกับอเมริกันไอดอลตอนที่กำลังฉายอยู่
เราคงไม่มีตัวเลือกอะไรมากนอกจากกูเกิ้ล, หรืออย่างดีก็คุยกับเพื่อนที่สนใจเรื่องเดียวกันในขณะนั้น
แต่ข้อเสียของกูเกิ้ลก็คือ ต่อให้กูเกิ้ลทำงานเ็ร็วอย่างไรก็ตาม,
ก็ยังช้าเกินที่จะเรียกว่า สด อยู่ดี
เพราะกูเกิ้ลต้องคำนวณเพจแรงค์จากเว็บไซต์ที่ลิงค์เข้าหาหน้านั้นๆ
เพื่อที่จะแสดงผลตามลำดับความสำคัญเมื่อค้นหา
ซึ่งนี่เป็นกระบวนการที่กินเวลามาก และทำลายความสดใหม่ของเนื้อหาโดยสิ้นเชิง

ส่วนการคุยกับเพื่อนที่สนใจในเรื่องเดียวกันนั้นข้อเสียที่เห็นๆ เลยก็คือการจำกัดคนเข้าร่วม
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามีคนสนใจในเรื่องเดียวกันกับเรา ในเวลาที่เราต้องการคุย

ทวิตเตอร์ทำลายกำแพงทางด้านการสื่อสารข้อนี้
ด้วยการที่ทำตัวเหมือนเป็น "แชตรูมแห่งโลก" กลายๆ
แต่ว่าถึงจะบอกว่าเป็นแชตรูมแห่งโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่คุณพูด ทุกคนจะได้ยิน
คุณมีอำนาจในการควบคุมข้อความว่าจะให้ใครดูได้บ้างอย่างเต็มที่
และถึงคุณจะไม่ควบคุมข้อความเหล่านั้น, ข้อความของคุณก็จะถูกปนไปกับ noise จำนวนมาก
ที่ไหลบ่ามาจากทวีตจำนวนกว่า 86 ข้อความต่อวินาทีทั่วโลกอยู่ดี
ดังนั้นจะพูดว่าทวิตเตอร์เป็นแพลตฟอร์มในอุดมคติก็ได้
หากพูดถึงการทำให้ผู้ใช้รู้สึกเป็นส่วนตัวและเป็นส่วนรวมไปพร้อมๆ กัน

6.
อีกอย่างที่ทวิตเตอร์เป็น คือเป็นแพลตฟอร์มที่น่าอิจฉา
ตัวโปรแกรมหลักของทวิตเตอร์เองไม่มีอะไรมาก
เป็นแค่ระบบส่งข้อความ 140 ตัวอักษร ข้อความต่ิอข้อความเข้าระบบเท่านั้น
แต่ว่าผู้ใช้ทวิตเตอร์แต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละหน่วยนี่แหละครับ ที่ทำให้ทวิตเตอร์เป็นอะไรมากกว่าที่มันเป็น
ไม่ว่าจะเป็นการที่เริ่มใช้ hashtag (#) ขึ้นมาระบุหัวข้อที่กำลังพูดถึง เพื่อที่จะได้ค้นหาง่าย
การใช้ reply (@) เพื่อตอบข้อความที่อีกฝ่ายส่งมาโดยตรง
การคิดค้นโปรแกรมต่างๆ มาเชื่อมต่อกับทวิตเตอร์
ทั้งโปรแกรมที่ทำให้ใช้ทวิตเตอร์ได้หลายแอคเคานท์
โปรแกรมที่คำนวณเทรนด์ต่างๆ จากทวิตเตอร์
(เช่นในการเลือกตั้งประธานาธิปดีครั้งล่าสุด ก็มีโปรแกรมที่ดักจับว่าใครถูกพูดถึงมากกว่ากัน ระหว่างโอบาม่ากับแมคเคน)
หรือโปรแกรมที่ทำให้คุณส่งข้อความทวีตได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ

จะเห็นได้ว่า ฟีเจอร์เหล่านี้มาจากผู้พัฒนาทวิตเตอร์ทั้ง 29 คนหรือเปล่า, ก็เปล่า
แต่มาจากผู้พัฒนาหลักพันหลักหมื่นทั่วโลกต่างหาก ที่ทำให้ทวิตเตอร์เป็นอย่างที่มันเป็นในทุกวันนี้

 7.
ผมไม่รู้ว่าอีกสอง สาม สี่หรือห้าปีต่อจากนี้
เราจะลาจากทวิตเตอร์ไปสู่แพลตฟอร์มใหม่หรือวิธีใหม่ๆ ในการสื่อสารแล้วหรือยัง
แต่ที่ต้องยอมรับคือ ทวิตเตอร์ในทุกวันนี้เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกจริงๆ
ใครที่ยังลังเล ไม่อยากทวีต เห็นว่าเป็นของเล่น ก็อยากให้ลองทวีตดูนะครับ
ประสบการณ์จริงอาจจะเปลี่ยนความคิดของคุณได้ไม่มากก็น้อย

ขอยกข้อความจาก Time มาปิดละกันนะครับ เขียนไว้ดีมาก

"There's a kind of resilience here that is worth savoring. The weather reports keep announcing that the sky is falling, but here we are - millions of us - sitting around trying to invent new ways to talk to another"

ปล. ขอบคุณครับที่อ่านจนจบ (เีรียบเรียงตั้งสองวัน!)

- ข้อมูลบางส่วนจาก Time ฉบับ June 15,2009
- ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท Twitter จาก Crunchbase
- ข้อมูลเรื่อง Tweet ของ Jason Mraz จากบล็อกอย่างเป็นทางการของเขา

- ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนทวีตต่อวินาทีจาก http://www.twitpocalypse.com/ เว็บไซต์ที่ทำนายว่าระบบทวิตเตอร์จะล่มจากข้อจำกัดของจำนวน Long Integer ในเร็วๆ นี้

Comment

Comment:

Tweet

Thank you for sharing this information. The information was very helpful and saved a lot of my time.

#62 By Good Essay Topics (119.155.130.181) on 2011-03-28 18:42

ตอนแรกกะจะลองเล่นกะเพื่อน แต่ไปๆมาๆดันติดซะได้

#61 By mamon18717 on 2011-02-09 08:26

ทวิตเตอร์นี่มันเป็นช่องทางสื่อสารได้ดีจริงๆนะคะ XD
โดยเฉพาะพวกเซเลบ หรือดารานัีกร้องที่เราติดตาม
พอเค้ามีทวิต เรามีความรู้สึกว่า เออ เหมือนได้ใกล้ชิดมากขึ้น

รู้ความเป็นไปของเค้าง่าย แปบๆก็อัพรูป (ฮา)
ที่สำคัญคือบางทีก็ตอบข้อความแฟนคลับ รู้สึกดีจริงๆ (เพ้อ)

Hot!

#60 By semsem on 2010-05-19 11:56

ผมก็เล็งมากนานแล้วเหมือนกัน พอได้มีโอกาสอ่านบทความของมาสเตอร์แชมป์ แล้วขอลองไปสมัครใช้งานดูบ้างล่ะครับ ขอบคุณนะครับbig smile

#59 By Kuroiketaro on 2009-08-13 15:47

ขอบคุณค่ะ
มีคนแปลให้ดีจัง

ถ้าไม่งั้นคงไม่ได้อ่านแน่นอน
เปิดผ่านเมื่อเดือนที่แล้ว ถอดใจไปแล้ว ฮ่าฮ่าconfused smile

#58 By C h i n g c h i n g on 2009-07-31 03:07

อยากใส่ twitter ในเอกทีนอ่ะ แต่มันไม่ขึ้น T_T

#57 By 【 Shin_kt 】 on 2009-06-18 10:46

มิน่าล่ะ เขียนได้ดีโดดเด่นกว่าเอนทรี่อื่นๆมากเลยค่ะ ถ้าเรามีเวลาเรียบเรียงงานแบบนี้กับทุกๆเอนทรีก็ดีเนอะ อ่านแล้วรู้สึกว่าได้ประโยชน์ในเวลาสั้นๆค่ะ ขอบคุณค่ะbig smile
อยากลองมานานแล้วค่ะ
อ่านเอนทรี่นี้จบ ก็ตัดสินใจได้ซะที :D


Hot!

#55 By * v a l v e * on 2009-06-12 21:28

อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆค่ะ..
โดยส่วนตัวก็ค้นพบประโยชน์เหมือนกัน
อย่างที่ถามถึงความเห็นของเพื่อนๆ..

แถมยังคลายเหงา
หรือบ่นๆ แก้เซ็งได้อีกด้วย

เรียกได้ว่ามาแรงแซงทางโค้งจริงๆ big smile big smile Hot!

#54 By PunPrai on 2009-06-12 14:28

ลองใช้ทวิตเตอร์กับเขาแล้วครับที่ twitter.com/pirachan
เพิ่งรู้ศักยภาพของนกต้อยตีวิดจากบทความนี้
ขอบคุณครับ

#53 By pinocchio on 2009-06-12 14:09

...ก็ลองสิจ๊ะ...

#52 By mementototem (118.175.145.196) on 2009-06-12 13:45

มันเป็นโมเดลทางความสัมพันธ์(และธุรกิจ)ใหม่ ที่เกิดมาช่องว่าที่ไม่มีใครเห็น แต่มาจากพฤติกรรมมนุษย์ปัจจุบัน

โอ้ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยมาสเตอร์

อ่านแล้วยิ่งเห็นภาพตาม

(มันคงไป