Drag me to Yell.

posted on 06 Jun 2009 22:27 by champcpe  in leisure

 


กรอบเล็ก: "อ๊างงง", กรอบใหญ่: "อ๊ากกกก!"

 

ผมไม่ได้ดูหนังน่ากลัวๆ มาสองสามปีแล้วครับ
เรื่องสุดท้ายที่ดู ที่สามารถจัดอยู่ในจำพวก 'หนังน่ากลัว' ได้ คือ ศพ 19
ก่อนหน้านั้นก็นู่นเลย ชัตเตอร์
พูดเท่านี้ก็คงเห็นความห่างระหว่างหนังน่ากลัวแต่ละเรื่องที่ผมดูได้แล้ว
และคงพาลสื่อไปถึงความไม่ชอบดูหนังประเภทนี้ของผมได้ด้วย

เมื่อก่อนผมไม่ได้กลัวหนักขนาดนี้หรอกนะครับ
ยิ่งสมัยม. ปลายนี่สามารถดูได้ติดๆ กันหลายๆ เรื่อง
ยุคนั้นเป็นยุคเฟื่องฟูของหนังฆาตกรรม
ใครที่อยู่ยุคเดียวกับผมคงเคยได้ยินชื่อหนังอย่าง Urban Legend, Valentine อะไรเทือกนี้
สมัยนั้น ผมเก่งมากครับ
เพราะนอกจากสามารถดูหนังน่ากลัวหลายๆ เรื่องติดกันได้แล้ว
ยังสามารถดูหนังพวกนี้คนเดียว อย่างไม่กลัวได้อีกด้วย
สามารถเปิดตารับชมตลอดทั้งเรื่อง ไม่ต้องปรือตา หรี่หยี่ ทำเป็นเอามือปิดเหมือนยุคปัจจุบัน

แต่พอแก่ตัวขึ้นแก่ตัวขึ้น
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ผมก็เริ่มไม่สามารถดูหนังพวกนี้ได้
อย่างชัตเตอร์นี่นับเป็นความทรมานกายทรมานใจในโรงหนังมากที่สุดของผมครั้งหนึ่งเลยหละครับ
จนผมถึงขั้นสบถสาบานว่าต่อแต่นี้จะไม่พาตัวเองมาให้ถูกโบยตีเยี่ยงนี้อีกแล้ว

วันนี้ผมเพิ่งไปดู Drag me to Hell (หรือที่ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยได้อย่างกระชับลงตัวว่า ลากลงหลุม) มาครับ
ทั้งๆ ที่สบถสาบานไว้เมื่อสองสามปีก่อนแล้วแท้ๆ
แต่ผมก็ยังมีสันดานของมนุษย์อยากรู้อยากเห็น
ยิ่งเป็นหนังน่ากลัวที่กำกับโดย แซม ไรมี่ (ผู้กำกับสไปเดอร์แมน)
และเป็นหนังที่ได้รับเปอร์เ็ซ็นต์รีวิวแสนสูงจากเว็บมะเืขือเทศเน่า (93%)
ยิ่งทำให้อยากรู้ว่ามันจะน่ากลัว/ขำแตก ขนาดไหน

หลายๆ คนคงทราบกันดีอยู่แล้วใช่ไหมครับ
ว่า Drag me to Hell เป็นหนังที่เดินบนเส้นด้าย สมดุลระหว่างความน่ากลัวกับความตลก
คือคนดูหัวเราะก็หัวเราะนั่นหละครับ แต่ก็กลัวไปด้วย
ถ้าจะเปรียบเป็นหนังไทยคงประมาณบุปผาราตรี (ภาคแรก)

เรื่องราวของ Drag me to Hell ตามเทรลเลอร์, me ที่ว่านี่คือคริสตีนครับ
คริสตีนเป็นสาวพนักงานแบงค์แผนกหนี้สิน
เธอทำงานเีรียบร้อยมีประสิทธิภาพดี จนกำลังจะได้เลื่อนโปรโมตเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขา
แต่ติดที่ว่า หัวหน้าของเธอคิดว่าคริสตีนใจดีมากไปหน่อย
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่หมายชิงตำแหน่งเดียวกัน
หัวหน้าบอกว่าถ้าหวังที่จะชิงตำแหน่งนี้แล้วละก็
ขอให้เธอมีความกล้าตัดสินใจ กล้าได้กล้าเสียมากกว่านี้
ดังนั้นเมื่อมีคุณยายแก่ๆ น่ากลัวๆ มาขอผัดผ่อนหนี้สินที่กู้ไปเป็นครั้งที่สาม
และหัวหน้าบอกให้เธอจัดการ 'ตามที่เห็นสมควร' แล้ว
คริสตีนเลยต้องโชว์แมนโดยการปฏิเสธยายไป ไม่ให้ผัดผ่อนอีก
ถึงนั่นจะทำให้บ้านของยายแก่ถูกยึดก็ตาม

นับเป็นคราวเคราะห์ของเธอ ที่ยายคนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องมนต์ดำ
เมื่อคุกเข่าวิงวอนอย่างไรก็ไม่ได้ผล
แถมยังโดน security ลากออกมาจากธนาคารอีก
ยายเลยแค้นหนัก เพราะคริสตีนทำให้เธออับอายต่อหน้าประชาชี
แค้นไม่แค้นเปล่า แค้นแล้วเธอสาปด้วย
เธอสาปให้ ลาเมีย ปีศาจจากขุมนรก มาลากคริสตีนไปเจี๊ยะภายในสามวัน
และนั่นก็คือที่มาของชื่อหนังที่ว่า Drag me to Hell

(จากนี้อาจจะสปอยล์)

สิ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษในหนังเรื่องนี้คือ
คริสตีนนั้นใจสู้จริงๆ ไม่ได้เป็นแบบอั๊ง ชั้นถูกกระทำ อั๊ง ชั้นเป็นนางเอก ชั้นต้องรอวันตายอย่างเดียว
ชั้นเป็น typical นางเอกหนังผีในชุดซีทรู
คริสทีนเป็นเสือน้อยๆ ตัวหนึ่งเลยเชียวหละครับ
หลอกมา เธอด่ากลับ แรงมา เธอก็หาวิธีแก้
แถมบทก็เขียนมาให้คนดูเห็นใจเธอเป็นพิเศษด้วย
เพราะว่าพฤติกรรมที่เธอปฏิเสธอียายเงินกู้นี่
ไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ชั่วร้ายอะไรเลยนะครับ ในบริบทสังคมปัจจุบัน
ตัวหนังเองก็ถึงกับโปรโมต Tagline ว่า Even nice people can go to hell.
หรือ "แม้แต่คนดีๆ ก็ลงนรกด้ายยย"
คนดูก็เลยได้คิดว่า เออ ถึงเป็นเรา เราก็คงทำอย่างนี้เหมือนกัน
แล้วเราก็คงโดนสาปเหมือนกันสินะ อะไรอย่างนั้น

(จบสปอยล์แล้วครับ)

 

 

ผมว่า คนที่เชี่ยวชาญทางด้านหนังประเภทนี้ คนที่ดูหนังแบบนี้บ่อย
ดู Drag me to Hell แล้วอาจจะรับรู้ในส่วนที่ขำของหนัง มากกว่าส่วนที่น่ากลัว
แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ดูหนังน่ากลัวอย่างผมแล้ว...
...
โอ้ยยยย!!!!
เหงื่อไหลไม่หยุดเลยหละครับ
(ซึ่งไม่ได้แปลว่าหนังเรื่องนี้น่ากลัวเป็นพิเศษนะ)
ระหว่างที่บนจอ หนังกำลังบิวด์อารมณ์คนดู
อารมณ์ประมาณว่ากำลังบิวด์เงียบเพื่อที่จะโผล่มา แฮ่! คนทั้งโรง
ผมก็ต้องเสสายตาไปทางอื่น ไม่กล้ามองจอ
มองพุงตัวเองก็แล้ว มองมือตัวเองก็แล้ว
เมื่อไม่มีอะไรในร่างกายจะให้มองแล้ว
ผมเลยต้องหันไปสังเกตพฤติกรรมคนดูคนอื่นแทน
(คือผมแอบสัญญากับตัวเองเล็กๆ ไว้ว่า ไม่ว่าหนังจะน่ากลัวขนาดไหนจะไม่หลับตาเด็ดขาด)
เสียมารยาทหน่อยๆ แต่ก็กลัวนี่หว่า
พอเห็นคนดูคนอื่นตกใจเสร็จแล้ว
ผมเลยกล้ากลับมามองที่จออีกครั้ง
จะว่าโกงก็โกงเถอะครับ ยอม!

แต่ยังโชคดีครับ ที่ Drag me to Hell เป็นหนังน่ากลัวแบบไม่หลอน
คือเหมือนนั่งรถไฟเหาะ ตอนอยู่ข้างบนนั้นอาจจะตื่นเต้น แต่พอลงมาแล้วก็หายไป
อันนี้ก็เช่นกัน ตอนดูก็กลัว แต่พอออกจากโรงก็ไม่ได้ทิ้ง Lasting Effect อะไรให้ทรมาน
ต่างจากหนังผีจริงๆ ที่จะทิ้งเชื้อ
ทำให้เราส่องกระจกหรือเปิดตู้เสื้อผ้าไม่ได้ และไม่กล้าปิดไฟนอนไปหลายวัน

เพราะถ้าเป็นแบบนั้น
กว่าผมจะได้ดูหนังน่ากลัวอีกที
ตามสถิติ
...
ก็คงจะต้องเว้นช่วงไปถึงปี 2012 หละครับ 

 

 

ปล. ถ้าดูภาพด้านบนเฉพาะส่วนที่ตัดออกมา แล้วคิดว่าเป็นหนังผีหรือเปล่า
ปล2. ขำรีวิวอันนึงที่บอกว่า "คนรักแมวคงไม่ปลื้ม" จะไม่ปลื้มยังไง ไปดูในโรงละกันนะคร้าบ

Rottentomatoes - Drag me to Hell
IMDB - Drag me to Hell

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตอนดูเทรลเลอร์บนรถไฟฟ้าคิดว่าพลอตดูอ่อนๆไปหน่อย (ตรงเรื่องเงินกู้นี่แหละ) มันออกขำด้วยเหรอไม่ยักรู้ 55
หา evil dead trilogy มาดูสิ อันนี้ไม่น่ากัวยิ่งกว่า big smile

#51 By p l a on 2009-06-08 09:17

งั้นต้องหาเพื่อนไปดูด้วยแล้วล่ะคะ open-mounthed smile

ปล.จะบอกว่า เด็กๆก็ค่อนข้างกลัวหนังผีอยู่แล้ว พออายุมากขึ้นๆ ไม่รู้ทำไม มันดันน่ากลัวขึ้นกว่าเดิมอีกแฮะ sad smile

#52 By Hisaki on 2009-06-08 13:18

เพิ่งรู้ว่าพี่แชมป์เป็นเหมือนกันนะเนี่ย แต่ก่อนผมไม่กลัวผี ไม่กลัวหนังสยองขวัญอะ ดันมากลัวเอาตอนโต (/แก่)

#53 By P.S. on 2009-06-17 18:48



    follow me on Twitter